โปรแกรมแมว3
โปรแกรมตรวจสุขภาพระบบทางเดินอาหารตรวจวินิจฉัยขั้นสูงสำหรับแมว (Gastrointestinal Advanced Diagnostic Panel For Cat) สำหรับระดับทดสอบ มากกว่าหรือเท่ากับ 8 คะแนน

เป้าหมายของโปรแกรม “ Gastrointestinal Advanced Diagnostic Panel For Cat ”คือ “ให้เจ้าของและทีมสัตวแพทย์เห็นภาพรวมของโรค และวินิจฉัยให้ได้ชัดเจนที่สุด ว่าน้องแมวกำลังเผชิญโรคใดอยู่ เพื่อวางแผนรักษาที่ปลอดภัย แม่นยำ และเหมาะกับแมวแต่ละตัวมากที่สุด”

ประโยชน์ของการเตรียมตัวล่วงหน้า

  • ลดความเครียดของแมว เพื่อให้ค่าตรวจเชื่อถือได้มากขึ้น
ความเครียดทำให้แมวหอบ หัวใจเต้นเร็ว และบางค่าทางเลือด/ความดันอาจสูงกว่าปกติ ส่งผลให้แปลผลยากขึ้น
  • ทำให้อัลตราซาวด์ช่องท้องชัดขึ้น
การงดอาหารตามคำแนะนำช่วยลดแก๊สและอาหารค้างในกระเพาะ ทำให้คุณหมอมองเห็น ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี และต่อมน้ำเหลือง ได้ชัดขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองโรคเรื้อรัง
  • ช่วยประเมินภาวะขาดน้ำและความพร้อมของร่างกายได้ดีขึ้น
หากมีอาเจียน/ท้องเสียเรื้อรัง การเตรียมตัวและแจ้งอาการล่วงหน้าช่วยให้ทีมประเมินความเสี่ยงเรื่อง ขาดน้ำ/เสียสมดุลเกลือแร่ และวางแผนดูแลได้ปลอดภัย
  • ลดโอกาสต้องตรวจซ้ำ/ลดเวลารอในโรงพยาบาล
เมื่อเตรียมตัวถูกต้อง (งดอาหาร/พกข้อมูล/นำตัวอย่างที่จำเป็น) ทีมสามารถทำขั้นตอนต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลตรวจครบในครั้งเดียวมากขึ้น
  • ทำให้การเลือก “ชุดตรวจที่เหมาะสม” ตรงเคสมากขึ้น
การเตรียมประวัติอาหาร ยาที่เคยใช้ และอาการตามช่วงเวลา ช่วยให้คุณหมอเลือกการตรวจเฉพาะทางที่จำเป็น เช่น fPL, B12/Folate, T4, UA, FeLV/FIV ได้คุ้มค่าและตรงจุด
  • เพิ่มความปลอดภัยหากต้องมีการดูแลเพิ่มเติม
บางเคสอาจต้องพิจารณาการจัดการความเครียด การช่วยจับแบบ Cat Friendly หรือการให้ยาคลายกังวล/ยาลดอาเจียนตามดุลยพินิจ การเตรียมตัวล่วงหน้าทำให้ทีมวางแผนได้เหมาะกับนิสัยของน้องแมวค่ะ

การเตรียมตัว ก่อนวันนัด (Cat Friendly Clinic)

  • เตรียมตะกร้าหรือกระเป๋าแมวให้เป็น ‘Safe Zone’ ของน้อง
    • ใช้ตะกร้าหรือกระเป๋าที่แข็งแรง เปิดด้านบนได้ ระบายอากาศดี
    • ปูผ้าห่มนุ่ม ๆ หรือของใช้ที่มีกลิ่นคุ้นเคยจากบ้าน
    • ลองวางตะกร้าหรือกระเป๋าเปิดไว้ในบ้านก่อนวันนัด ใส่ขนมหรือของเล่นด้านใน เพื่อให้น้องเข้าไปเองและรู้สึกว่า “ตะกร้าหรือกระเป๋า = ที่ปลอดภัย”
  • ใช้กลิ่นคุ้นเคยช่วยลดความเครียด
    • ใส่ผ้าที่มีกลิ่นเจ้าของลงในตะกร้าหรือกระเป๋า
    • สามารถใช้สเปรย์หรือเจลช่วยผ่อนคลายแมว (ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์) ฉีดบนผ้าคลุมตะกร้าหรือกระเป๋าก่อนออกจากบ้าน
  • เก็บข้อมูลอาการอย่างละเอียด
    • ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการอาเจียน/ท้องเสีย
    • ความถี่ของอาการ และสิ่งกระตุ้น (หลังทานอาหาร, เครียด, เปลี่ยนอาหาร ฯลฯ)
    • การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ความอยากอาหาร และพฤติกรรม
    • สังเกตอาการร่วม เช่น ดื่มน้ำมากขึ้น, ปัสสาวะบ่อย, หายใจถี่, ซึม, ตัวบวม หรือท้องป่อง
  • เตรียมประวัติการรักษาและผลตรวจเดิม
    • รายชื่ออาหาร ขนม และอาหารเสริมที่ใช้ในช่วง 1–3 เดือนที่ผ่านมา
    • ยาที่ได้รับเป็นประจำหรือเคยใช้รักษาอาการปัจจุบัน
    • ผลเลือด, อัลตราซาวด์, ภาพเอกซเรย์ หรือรายงานจากโรงพยาบาล/คลินิกอื่น (ถ้ามี)

การเตรียมตัว ในวันมาตรวจ

  • การงดอาหาร (สำคัญมากสำหรับโปรแกรมนี้)
    • แนะนำให้งดอาหาร ประมาณ 8–10 ชั่วโมง ก่อนถึงโรงพยาบาล
    • ให้น้ำสะอาดได้ตามปกติ (ยกเว้นกรณีที่สัตวแพทย์กำชับเป็นอย่างอื่น)
    • หลีกเลี่ยงอาหารมันจัดหรือมื้อใหญ่กว่าปกติในมื้อก่อนงดอาหาร

เพื่อให้การแปลผล ค่าเคมีเลือด, ตัวบ่งชี้โรคตับอ่อนอักเสบ (Feline Pancreatic Lipase : fPL), ระดับวิตามินเพื่อประเมินภาวะดูดซึมและสมดุลลำไส้เล็ก (B12/Folate), ปริมาณฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine :T4), ค่าตับ–ไต–โปรตีน และไขมันในเลือด แม่นยำที่สุด

  • ข้อยกเว้นที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนงดอาหาร
    • ลูกแมว
    • แมวผอมมาก
    • แมวเบาหวาน หรือมีโรคประจำตัวอื่นที่ต้องจัดการพิเศษ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า ทีมแพทย์จะประเมินเป็นรายตัว ไม่ควรงดอาหารเองโดยไม่ปรึกษา
  • การเตรียมตัวอย่างอุจจาระ
    • หากเป็นไปได้ ให้เก็บอุจจาระภายใน 12 ชั่วโมงก่อนมาตรวจ
    • ใส่ภาชนะสะอาด ปิดมิดชิด ไม่ปนทรายหรือสิ่งสกปรกจากพื้น
    • หากไม่สะดวกเก็บเอง ที่โรงพยาบาลสามารถช่วยเก็บตัวอย่างเมื่อแมวขับถ่ายได้เช่นกัน
  • การเดินทางและการวางกรงเมื่อถึงโรงพยาบาล
    • วางตะกร้าหรือกระเป๋าให้มั่นคงในรถ เพื่อลดการสั่นและโยก
    • เมื่อมาถึงโรงพยาบาล สามารถวางตะกร้าหรือกระเป๋าบนเก้าอี้ข้างตัวเจ้าของหรือมุมที่สงบ หลีกเลี่ยงให้แมวเห็นสุนัขใกล้ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดเพิ่มเติม

ขั้นตอนทั้งหมดออกแบบให้เป็นไปตามหลัก Cat Friendly Clinic
เน้น “นุ่มนวล ปลอดภัย ลดสิ่งเร้า” ควบคู่กับความละเอียดทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคเรื้อรัง

ขั้นตอนที่ 1: ต้อนรับและซักประวัติอาการเรื้อรัง (Risk & History Assessment)

  • เจ้าหน้าที่ลงทะเบียน พร้อมจัดตำแหน่งตะกร้าหรือกระเป๋าแมวให้อยู่ในจุดที่เงียบและปลอดภัย
  • สัตวแพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ไม่มีหัตถการใด ๆ ที่ทำให้แมวเจ็บหรือเครียดเพิ่มขึ้น โดยให้เจ้าของเป็นผู้เล่าเป็นหลัก
    • สัญญาณเตือนที่ต้องถามให้ครบ เพื่อประเมินความเร่งด่วนและความรุนแรง (Severity & red flags)
      • เบื่ออาหารยาว มากกว่า 24–48 ชม. เนื่องจากแมวมีโอกาสเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับ (hepatic lipidosis)
      • ความถี่ของการอาเจียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเลือดหรือไม่
      • ลักษณะของการถ่าย เช่น ถ่ายดำ (melena) / เลือดสด / ถ่ายเป็นน้ำมาก
      • มีอาการซึมมาก อ่อนแรง เดินเซ หอบ หรือสงสัยขาดน้ำรุนแรงหรือไม่
      • มีภาวะหมดสติ/ เป็นลม/ ช็อก/ เย็นปลายเท้าหรือไม่
    • ประเมินระยะเวลาของโรค (Course)
      • เริ่มเมื่อไร เป็นต่อเนื่องหรือเป็น ๆ หาย ๆ นานกี่เดือน
      • ช่วงไหนแย่ลง (หลังอาหาร, ตอนเช้า, กลางคืน)
      • มีรูปแบบ กำเริบสัมพันธ์กับความเครียด/การเปลี่ยนอาหาร/การให้ยาหรือไม่
    • รายละเอียดอาเจียน (Vomiting characterization)
      • ลักษณะ: อาหาร/น้ำ/ฟอง/น้ำดี/ก้อนขน
      • ปริมาณและความถี่ต่อวัน
      • อาเจียนก่อนกินหรือหลังกินกี่ชั่วโมง
      • มีเลือดปนหรือไม่ (แดงสด/สีน้ำตาลคล้ายกากกาแฟ)
      • แยกอาเจียน (vomiting) vs สำรอก (regurgitation) เช่น สำรอกทันทีหลังกลืน/ไม่มีคลื่นไส้
    • รายละเอียดอุจจาระ เพื่อช่วยคาดการณ์ปัญหาว่าอยู่ที่ลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ (Small vs large bowel clues)
จุดสังเกตลำไส้เล็ก (Small bowel)ลำไส้ใหญ่ (Large bowel/Colon)
ความถี่การถ่ายมัก ไม่ถี่มาก หรือเพิ่มเล็กน้อยมัก ถี่ขึ้นชัดเจน (เข้ากระบะบ่อย/รีบถ่าย)
ปริมาณอุจจาระต่อครั้งมาก/กองใหญ่ (large volume)น้อย/กะปริดกะปรอย (small volume)
ความเร่งด่วน (Urgency)มักไม่เด่นเด่น รีบเข้ากระบะ/ถ่ายไม่ทันได้
การเบ่งถ่าย (Tenesmus)ไม่ค่อยมีพบบ่อย เบ่งนาน/เหมือนปวดถ่าย
มูกในอุจจาระโดยมาก ไม่เด่นพบบ่อย มีมูกเคลือบอุจจาระ
เลือดในอุจจาระถ้ามีมักเป็น สีคล้ำ (เลือดย่อยแล้ว/ถ่ายดำ)มักเป็น เลือดสดสีแดง ปนหรือเคลือบ
ลักษณะอุจจาระมักเหลว/นิ่ม และอาจ “ดูดซึมผิดปกติ”มักนิ่ม/เหลว แต่เน้น “ถ่ายถี่และมีมูก/เลือดสด”
กลิ่นอุจจาระอาจ เหม็นแรงผิดปกติอาจมีกลิ่น แต่ไม่ใช่จุดเด่นเท่าลำไส้เล็ก
อุจจาระมัน/ลอยน้ำอาจพบได้ (ชวนคิด ไขมันย่อย/ดูดซึมผิดปกติ)โดยมาก ไม่พบเด่น
น้ำหนักตัว/กล้ามเนื้อมักมี น้ำหนักลด/กล้ามเนื้อลด ร่วมได้บ่อยโดยมาก น้ำหนักไม่ลดมาก (ยกเว้นเป็นหนัก/มีโรคร่วม)
อาการร่วมอื่นอาจมี เบื่ออาหาร อาเจียน ผอมมักมี ปวดเบ่ง ถ่ายนอกกระบะ จากความเร่งด่วน

หมายเหตุ : บางเคสอาจเป็น Mixed bowel (ลำไส้เล็ก + ลำไส้ใหญ่) ทำให้มีอาการผสมกัน เช่น ถ่ายถี่, ปริมาณมาก, มูก/น้ำหนักลด ซึ่งมักต้องตรวจเชิงลึกเพื่อหาสาเหตุ

  • สัตวแพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ไม่มีหัตถการใด ๆ ที่ทำให้แมวเจ็บหรือเครียดเพิ่มขึ้น โดยให้เจ้าของเป็นผู้เล่าเป็นหลัก
    • น้ำหนัก–กล้ามเนื้อ–ภาวะโภชนาการ
      • น้ำหนักลดเท่าไรและเร็วแค่ไหน (ถ้ามีตัวเลข/รูปก่อนหน้าจะดีมาก)
      • ความอยากอาหาร: เบื่ออาหาร/เลือกกิน/กินเก่งแต่ผอม
      • สังเกตกล้ามเนื้อลีบ/ตัวแฟบ (Muscle Condition Score :MCS)
      • กินไม่ได้เพราะคลื่นไส้หรือเพราะเจ็บปวด
    • น้ำดื่ม–ปัสสาวะ (คัดกรองไตวายเรื้อรัง (CKD) / ภาวะเบาวาน (DM) / ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ(Hyperthyroidism)
      • กินน้ำมากขึ้น ฉี่บ่อย ทรายแมวเปียกมากขึ้น
      • ฉี่น้อย/เบ่งฉี่/เข้ากระบะถี่ (แยกโรคทางเดินปัสสาวะ)
      • อาการร่วม: กระหายน้ำมาก เหนื่อยง่าย
    • อาการร่วมหลายระบบ (Multi-system review)
      • มีไข้เป็นๆ หายๆ
      • ภาวะดีซ่าน (ตา/เหงือกเหลือง), ท้องโต/สงสัยน้ำในท้อง
      • หายใจหอบ/หัวใจเต้นแรง
      • มีอาการเจ็บท้อง (ไม่ให้จับท้อง หลังโก่ง)
      • มีกลิ่นปาก/น้ำลายไหล/แผลในปาก
    • ประวัติอาหารแบบ “ละเอียดมาก” (Critical diet history)
      • อาหารหลักทั้งหมดที่กินจริง (เม็ด/เปียก/ทำเองกินสุกหรือดิบ) ยี่ห้อใดสูตรใด
      • เปลี่ยนอาหารช่วง 2–3 เดือน เปลี่ยนเร็วหรือไม่
      • ให้ขนม/ท็อปปิ้ง/นม/อาหารคน/อาหารเสริม
      • เคยทำ diet trial หรือไม่ ทำกี่สัปดาห์ “เคร่งครัดแค่ไหน” และผลเป็นอย่างไร
      • กินของแปลก/เลียพลาสติก/กัดของเล่น (pica) หรือสงสัยสิ่งแปลกปลอม (foreign body)
    • ก้อนขน (Hairball) และการเลียทำความสะอาดตัวเอง (grooming)
      • อาเจียนเป็นก้อนขนบ่อยแค่ไหน
      • เลียขนมากผิดปกติ/ขนร่วง/มีขนพันในอุจจาระ
      • เคยใช้ยาลดก้อนขน/ไฟเบอร์/มอลต์ และตอบสนองไหม
    • ปรสิต/การติดเชื้อ/ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม
      • ถ่ายพยาธิล่าสุดเมื่อไร ยาอะไร (รวมโปรโตซัว)
      • ป้องกันเห็บหมัด/พยาธิหนอนหัวใจสม่ำเสมอหรือไม่
      • อยู่ร่วมหลายตัว/มีแมวเด็กในบ้าน/เพิ่งรับแมวใหม่
      • มีประวัติไปฝากเลี้ยง/ไปโรงแรม/เปลี่ยนกระบะ/เปลี่ยนน้ำ/น้ำพุแมว
      • มีความเสี่ยงติดเชื้อโปรโตซัว Giarda/Trichomonas (โดยเฉพาะแมวเด็กท้องเสียเรื้อรัง)
    • ประวัติยาและการตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา (Key in High risk)
      • เคยได้ยาแก้อาเจียน/ยาถ่ายพยาธิ/โปรไบโอติก/ยาปฏิชีวนะ/สเตียรอยด์/ยากดภูมิหรือไม่
      • หลังจากได้รับยาแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไร “ดีขึ้นชัด / ดีขึ้นชั่วคราว / ไม่ดีขึ้น / แย่ลง”
      • เคยมีผลข้างเคียงจากยาหรือไม่
      • เคยตรวจเลือด/อัลตราซาวด์/เอกซเรย์มาก่อนหรือไม่
    • โรคร่วมสำคัญที่ทำให้ “เหมือนมีปัญหาระบบทางเดินอาหาร” (Extra-Gastrointestinal diseases)
      • ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism): กินเก่งแต่น้ำหนักลด กระสับกระส่าย ขนไม่สวย
      • ไตวายเรื้อรัง (CKD): กินน้ำเยอะ ฉี่เยอะ เบื่ออาหาร อาเจียน
      • ตับ/ทางเดินน้ำดี (Hepatobiliary disease): เบื่ออาหาร ดีซ่าน อาเจียนร่วม
      • เบาหวาน : กินน้ำมาก ฉี่มาก น้ำหนักลด
      • เคยมีประวัติตับอ่อนอักเสบ/ตับอักเสบ/ถุงน้ำดีมาก่อน (ถ้ามี เพิ่มความสงสัย triaditis)
    • ประวัติวัคซีน /ภาวะโรคแฝงจากการติดเชื้อไวรัสลิวคิเมียและเอดส์แมว / การออกนอกบ้าน
      • ตรวจหาภาวะโรคแฝงจากการติดเชื้อไวรัสลิวคิเมียและเอดส์แมว (FeLV/FIV) เคยตรวจหรือไม่ เมื่อไร ผลเป็นอย่างไร
      • ออกนอกบ้าน/มีประวัติกัดกัน (เสี่ยง FIV)
      • รับเลี้ยงใหม่/มาจากแมวจร (เสี่ยง FeLV)
      • เคยเป็นป่วยติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือแผลหายช้าหรือไม่
    • สัญญาณบ่งชี้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)
      • น้ำหนักลดต่อเนื่องมาก แม้กินปกติ/กินเก่ง
      • คลำเจอก้อนท้อง/ท้องโตผิดปกติ
      • ซึมเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต
      • อาการกลับเป็นซ้ำเร็ว และไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป
  • ใช้ข้อมูลร่วมกับการประเมิน Gastrointestinal Symptom Score เพื่อยืนยันว่าอยู่ในกลุ่ม High Risk จริง และกำหนดลำดับความสำคัญในการตรวจ

ขั้นตอนที่ 2: การตรวจร่างกายโดยละเอียด (Cat Friendly Physical Examination)

  • แมวจะถูกตรวจภายในห้องตรวจที่เงียบ ลดเสียงและสิ่งกระตุ้น
  • สัตวแพทย์เปิดตะกร้าหรือกระเป๋าอย่างช้า ๆ ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล อาจคลุมผ้าบางส่วนของตะกร้าหรือกระเป๋าเพื่อลดการมองเห็นสิ่งรอบข้าง
  • ในแมวที่มีความเครียดสูง สัตวแพทย์อาจเลือกตรวจแบบ “ทีละช่วงสั้น ๆ แล้วพัก” แทนการตรวจต่อเนื่องยาว เพื่อไม่ให้แมวรู้สึกถูกบังคับจนเกินไป
  • การตรวจประกอบด้วย
    • ประเมินอาการเร่งด่วนก่อนจับตัว (Triage / Observation) เริ่มจากการสังเกต “ภาพรวม” ก่อนสัมผัสตัว เช่น
      • ระดับความรู้สึกตัวและความร่าเริง (Mental status / Attitude) เช่น ร่าเริง–ซึม–ซึมมาก
      • ท่าทางบ่งชี้ปวดท้อง (Abdominal pain posture) เช่น หลังโก่ง เกร็ง หลบ ไม่ให้จับท้อง
      • รูปแบบการหายใจ (Respiratory rate & effort) ว่าหอบหรือหายใจลำบากหรือไม่
เพื่อคัดกรองว่าต้อง “ดูแลเร่งด่วนก่อนตรวจอื่น” หรือไม่
    • วัดสัญญาณชีพ (Vital signs) ตรวจค่าพื้นฐานที่สะท้อนความปลอดภัยของร่างกาย ได้แก่
      • อุณหภูมิร่างกาย (Temperature)
      • ชีพจร/อัตราการเต้นหัวใจ (Heart rate; HR) และคุณภาพชีพจร
      • อัตราการหายใจ (Respiratory rate; RR)
    • ประเมินการไหลเวียนเลือดและภาวะขาดน้ำ (Perfusion & Hydration) เป็นขั้นตอนสำคัญมากในเคสอาเจียน/ท้องเสียเรื้อรัง เพราะอาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้เร็ว
      • สีเยื่อเมือก/เหงือก (Mucous membrane color) เช่น ซีด เหลือง คล้ำ
      • ระยะเวลาการคืนสีเหงือก (Capillary Refill Time; CRT) เพื่อดูการไหลเวียนเลือด
      • ความชุ่มชื้นของเยื่อเมือก (Mucous membrane moisture)
      • การคืนตัวของผิวหนัง (Skin turgor) ใช้ประกอบการประเมินขาดน้ำ
      • อุณหภูมิปลายเท้า (Peripheral temperature) เพื่อดูสัญญาณช็อก/ไหลเวียนเลือดไม่ดี
หากพบสัญญาณขาดน้ำหรือไหลเวียนเลือดผิดปกติ ทีมจะให้ความสำคัญกับการ พยุงอาการ (stabilization) ก่อน เช่น ให้น้ำเกลือ/อุ่นร่างกาย/ให้การดูแลตามความเหมาะสม
    • ชั่งน้ำหนักและประเมินรูปร่าง–กล้ามเนื้อ (Body Weight + BCS/MCS)
      • ชั่งน้ำหนัก (Body weight) เทียบกับข้อมูลเดิม ถ้ามี
      • คะแนนสภาพร่างกาย (Body Condition Score; BCS) ดูอ้วน/ผอม
      • คะแนนมวลกล้ามเนื้อ (Muscle Condition Score; MCS) เพราะแมวที่ป่วยเรื้อรังมัก “กล้ามเนื้อลด” แม้บางครั้งดูไม่ผอมมาก
    • ตรวจช่องปากและศีรษะ (Head & Oral examination) เพื่อหาสัญญาณที่สัมพันธ์กับโรคเรื้อรังและภาวะคลื่นไส้ เช่น
      • กลิ่นปาก น้ำลายมาก แผลในปาก (Oral lesions / Salivation)
      • สีเหงือกซีดหรือเหลือง (Pale/Icteric gums)
      • ความชุ่มชื้นของเหงือก (ช่วยประเมินขาดน้ำ)
    • ฟังเสียงหัวใจและปอด (Auscultation: Heart & Lungs)
      • ฟังเสียงหัวใจ (Heart auscultation)
      • ฟังเสียงปอด (Lung auscultation)
เพื่อคัดกรองโรคร่วม และประเมินความปลอดภัยก่อนการตรวจเพิ่มเติมหรือการให้น้ำเกลือ/ยาบางชนิด
    • คลำช่องท้องอย่างนุ่มนวล (Cat Friendly Abdominal Palpation) เป็นหัวใจสำคัญของเคสระบบทางเดินอาหาร เพราะช่วยบอกแนวโน้มโรคได้มาก
สัตวแพทย์จะคลำ “เบามือ” เพื่อประเมิน
      • ความเจ็บปวดในช่องท้อง (Abdominal pain)
      • ก๊าซ/การตึงของลำไส้ (Gas/distension)
      • ก้อนหรือสิ่งผิดปกติ (Mass/abnormal structure) เช่น สงสัยสิ่งแปลกปลอม หรือก้อนในลำไส้
      • ขนาด/ความผิดปกติของอวัยวะ เช่น ตับ ไต ม้าม (Liver/kidney/spleen)
      • สัญญาณมีน้ำในช่องท้อง (Ascites / free fluid) จากการตรวจร่างกายเบื้องต้น
    • ตรวจต่อมน้ำเหลือง (Peripheral lymph node palpation)
      • คลำต่อมน้ำเหลืองที่ตรวจได้จากภายนอก เช่น ใต้คาง/ขาหนีบ/หลังเข่า
เพื่อคัดกรองการอักเสบเรื้อรังหรือโรคบางชนิด เช่น ภาวะติดเชื้อหรือเนื้องอก เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)
    • ตรวจผิวหนัง–ขน และหู (Skin/Coat & Ear screening) เพราะโรคทางเดินอาหารเรื้อรังบางกลุ่มสัมพันธ์กับ แพ้อาหาร/ภาวะไว
      • ต่ออาหาร (Food allergy / Gastrointestinal hypersensitivity)
จึงตรวจคัดกรองว่า
      • มีอาการคัน ผิวแดง เลียเท้าบ่อย (Pruritus/erythema/licking)
      • มีหูอักเสบเรื้อรังหรือไม่ (Chronic otitis)
    • ตรวจรอบทวารหนัก (Perianal inspection) และพิจารณาตรวจทวารหนัก “เฉพาะราย”
      • ตรวจบริเวณรอบก้นแบบไม่รุกล้ำ เพื่อดูมูก เลือด คราบอุจจาระ หรือการระคายเคือง
ส่วนการตรวจทวารหนัก (Rectal examination) จะทำ เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น เบ่งถ่ายรุนแรง เลือดสดมาก สงสัยก้อนหรือปวดมาก เพื่อไม่เพิ่มความเครียดโดยไม่จำเป็น
    • วัดความดันโลหิต (Blood pressure) — แนะนำมากในแมว High Risk
      • โดยเฉพาะแมวอายุ 7 ปีขึ้นไป หรือสงสัยโรคร่วม (เช่น ไต/ไทรอยด์) เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลอย่างปลอดภัย

หมายเหตุสำคัญ : “ถ้าพบสัญญาณอันตราย เราจะดูแลให้ปลอดภัยก่อน” หากพบสัญญาณ เช่น ซึมมาก ขาดน้ำชัดเจน เหงือกซีด/เหลืองมาก หายใจหอบ หรือชีพจรอ่อน ทีมสัตวแพทย์จะให้ความสำคัญกับการ พยุงอาการให้ปลอดภัยก่อน (เช่น ให้น้ำเกลือ ดูแลภาวะขาดน้ำ คุมอาเจียน) แล้วจึงดำเนินการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด

ขั้นตอนที่ 3: การเก็บตัวอย่างเลือดแบบครอบคลุม

  • สัตวแพทย์ประเมินท่าจับประคองที่เหมาะสมที่สุด เน้นการจับประคองให้นิ่งแต่ไม่รัดแน่นเกินไป
  • สัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางจะเป็นผู้เก็บเลือด
  • ใช้เข็มและอุปกรณ์ขนาดเหมาะสมสำหรับแมว โดยพยายามใช้เวลาในการเจาะเลือดให้น้อยที่สุด
    • ปริมาณเลือดที่เก็บอยู่ในมาตรฐานปลอดภัยสำหรับแมว และเพียงพอสำหรับการตรวจดังนี้
ประเมินเม็ดเลือดทั้งหมด ภาวะซีดโลหิตจาง การอักเสบ และการติดเชื้อ
    • ประเมินการทำงานของตับและท่อน้ำดี
    • ประเมินการทำงานของไตและโรคร่วม
    • ประเมินภาวะโปรตีนต่ำ
    • ประเมินไขมันในเลือด
    • คัดกรองโรคไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) ในแมวอายุ > 7 ปี หรือมีข้อบ่งชี้
    • ประเมินภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง
    • ประเมินภาวะดูดซึมผิดปกติในลำไส้เล็ก และภาวะกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Chronic
    • Enteropathy:CE / Inflammatory Bowel Disease:IBD)

แมวอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยช่วงสั้น ๆ ขณะเจาะเลือด แต่ทีมงานจะดำเนินการอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลที่สุด เพื่อลดความเครียด และติดตามสัญญาณความไม่สบายตัวของแมวอย่างใกล้ชิด

ขั้นตอนที่ 4: การตรวจอุจจาระ (Fecal & Parasite Screening)

เพื่อแยกสาเหตุที่รักษาได้ง่ายออกจากโรคเรื้อรัง เจ้าหน้าที่จะนำอุจจาระไปตรวจด้วยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาไข่พยาธิภายในลำไส้ และตรวจหาภาวะการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสและโปรโตซัวของแมว การตรวจอุจจาระเป็นการตรวจตัวอย่างเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อน้องแมว

หมายเหตุ : หากไม่ได้เตรียมอุจจาระมา โรงพยาบาลอาจช่วยเก็บตัวอย่างภายในบริเวณโรงพยาบาล เมื่อสัตว์ขับถ่าย

ขั้นตอนที่ 5 : การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)

  • โดยเฉพาะในแมวสูงวัยอายุมากกว่า 7 ปี หรือมีค่าความเสี่ยงโรคไต หรือกรณีที่สัตวแพทย์เห็นว่าควรประเมินเพิ่มเติม
  • วิธีเก็บปัสสาวะเลือกตามความเครียดและความร่วมมือของแต่ละตัว
  • ก่อนใช้วิธีที่อาจทำให้แมวไม่สบายเพิ่มขึ้น จะมีการอธิบายให้เจ้าของเข้าใจและขอความยินยอมทุกครั้ง การตรวจตัวอย่างเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อแมวโดยตรง

ขั้นตอนที่ 6: การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องอย่างละเอียด (ทางเดินอาหาร+ ตับ+ถุงน้ำดี+ ท่อน้ำดี + ตับอ่อน)

  • อาจมีการโกนขนบริเวณหน้าท้องเล็กน้อย เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจน
  • แมวจะถูกวางบนเบาะนุ่ม ๆ มีเจ้าหน้าที่ช่วยประคองในท่าที่สบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์ร่วมกับเจล เพื่อตรวจอย่างละเอียด ได้แก่
    • ลำไส้: ดูความหนาชั้นผนังลำไส้ เพื่อหารอยโรคที่สงสัยลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel Disease:IBD) หรือมะเร็ต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)
    • ตับและระบบทางเดินน้ำดี: ดูลักษณะเนื้อเยื่อของตับ, ท่อทางเดินน้ำดี, ตะกอนของถุงน้ำดี
    • ตับอ่อน: รูปร่าง ขนาด และลักษณะเนื้อเยื่อ
    • ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง และของเหลวในช่องท้อง

การตรวจอัลตราซาวด์ใช้ “คลื่นเสียงความถี่สูง” ไม่มีรังสี ไม่ทำให้เจ็บ มักมีเพียงความรู้สึกเย็นจากเจลและการถูกจับประคองเท่านั้น ในแมวที่เครียดมาก สัตวแพทย์อาจปรับเทคนิคหรือแบ่งการตรวจเป็นช่วง ๆ เพื่อลดความเครียด

ขั้นตอนที่ 7: การสรุปผลและวางแผนการวินิจฉัย–รักษาเชิงลึก

  • สัตวแพทย์จะรวบรวมข้อมูลจาก
    • ประวัติอาการเรื้อรัง
    • ผลตรวจร่างกาย
    • ผลเลือด (CBC, Full Chemistry, T4, fPL, B12/Folate, ฯลฯ)
    • ผลตรวจอุจจาระ/ปัสสาวะ (ถ้ามี)
    • ผลอัลตราซาวด์ช่องท้อง
  • อธิบายผลทั้งหมดอย่างเป็นขั้นตอนให้เจ้าของเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับโรคที่สงสัย เช่น
    • Chronic Enteropathy: CE / Inflammatory Bowel Disease : IBD ระดับปานกลาง–รุนแรง
    • การอักเสบพร้อมกัน 3 ระบบในทางเดินอาหาร (ตับ–ตับอ่อน–ลำไส้) (Triaditis )
    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือเนื้องอกระบบทางเดินอาหาร
    • ภาวะสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ (protein-losing enteropathy: PLE) หรือโรคโปรตีนรั่ว
    • โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease : CKD) หรือ ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism )ร่วม
  • แผนการตรวจและรักษาต่อเนื่อง (เมื่อมีข้อบ่งชี้)
    • พิจารณาการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยการส่องกล้อง (endoscopy) และเก็บชิ้นเนื้อ (biopsy) (ลำไส้/กระเพาะ/ตับ) เพื่อแยกลำไส้เล็กอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease : IBD) vs มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) อย่างแม่นยำ
    • วางแผนการวินิจฉัยภาวะภูมิแพ้อาหาร (diet trial) อย่างจริงจัง เช่น เปลี่ยนอาหารที่มีแหล่งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ไม่เคยได้รับมาก่อน (Novel Protein) หรือเป็นโปรตีนที่ถูกย่อยโมเลกุลจนร่างกายจำไม่ได้ (Hydrolyzed)
    • เริ่มการให้ วิตามิน B12 (injectable) ตามภาวะการขาด
    • พิจารณาการใช้ยาเฉพาะทาง เช่น immunosuppressant (prednisolone, budesonide, cyclosporine) หรือการสนับสนุนทางโภชนาการเฉพาะโรค

หัตถการเพิ่มเติมทุกขั้นตอน เช่น การส่องกล้องหรือการดมยาสลบ จะมีการอธิบายข้อดี–ข้อจำกัดและความเสี่ยง ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน และขอความยินยอมจากเจ้าของก่อนดำเนินการทุกครั้ง

  • ตรวจร่างกายทั่วไป
    • ตรวจอย่างเป็นลำดับ โดยเน้น “ตรวจเท่าที่จำเป็น ลดความเครียด และได้ข้อมูลแม่นยำที่สุด”
  • การตรวจเลือด
    • ​ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
    • ตรวจน้ำตาลในเลือด
  • ตรวจการทำงานของไต
    • Creatinine
    • BUN
    • BUN/CREA ratio 
  • ตรวจการทำงานของตับ
    • SGPT (ALT)
    • Alkaline Phosphatase (ALP)
    • Gamma-glutamyltransferese (GGT)
    • Total bilirubin (TBIL)
  • ตรวจระดับโปรตีน
    • Total protein (TP)
    • Albumin (ALB)
    • Globulin (GLOB)
    • ALB/GLOB ratio
  • ตรวจไขมันในเลือด
    • Cholesterol (CHOL)
    • Triglyceride (TRIG)
  • ตรวจระดับแร่ธาตุ
    • Calcium (Ca)
    • Phosphorus (PHOS)
  • ตรวจระดับอิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) เพื่อประเมินความสมดุลของเหลว และความสมดุลของกรด-ด่าง
    • โซเดียม (Na+)
    • โพแทสเซียม (K+)
    • คลอไรด์ (Cl-)
  • ตรวจระดับวิตามิน เพื่อประเมินภาวะดูดซึมและสมดุลลำไส้เล็ก
    • B12
    • Folate
  • ตรวจภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง (Chronic Pancreatitis)
    • Pancreatic Lipase (PL)
  • ตรวจภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินผิดปกติ (Feline Hyperthyroidism)
    • Total T4
  • ตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิและภาวะการติดเชื้อจากไวรัสและโปรโตซัวของระบบทางเดินอาหาร
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องเน้นระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal & Hepatobiliary Ultrasound)

รายการต่อไปนี้จะไม่ได้ระบุในโปรแกรม สัตวแพทย์อาจแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติม หากพบข้อสงสัยหรือความผิดปกติ

  • ตรวจปัสสาวะ***
    • ควรตรวจเมื่อแมวมีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
      • ถ้าอายุมากกว่า 10 ปี แนะนำอย่างยิ่งเพื่อคัดกรองโรคไต/โรคร่วม
    • ควรตรวจเมื่อแมวมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น
      • ดื่มน้ำมากขึ้น/ฉี่บ่อยขึ้นผิดปกติ (PU/PD) หรือทรายแมวเปียกมากขึ้น
      • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือฉี่ทีละน้อยแต่เข้ากระบะถี่
      • ปัสสาวะมีเลือด/ขุ่น/มีกลิ่นแรงผิดปกติ หรือสีเข้มผิดปกติ
      • เบ่งฉี่ ร้องตอนฉี่ หรือเลียอวัยวะเพศบ่อย (สงสัยปวด/ระคายเคือง)
      • ซึม อ่อนแรง/มีสัญญาณขาดน้ำ (เหงือกแห้ง CRT ช้า) โดยเฉพาะถ้ามีอาเจียน/ท้องเสียร่วม
      • น้ำหนักลด กินลดลง หรืออาเจียนเป็น ๆ หาย ๆ (ต้องแยกโรคไต/ยูรีเมียที่ทำให้คล้ายโรคทางเดินอาหาร)
      • ผลเลือดพื้นฐานมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับไต/น้ำตาล/โปรตีน เช่น BUN/Creatinine/Phos ผิดปกติ หรือสงสัยเบาหวาน

หมายเหตุ : การตรวจปัสสาวะช่วยคัดกรองโรคไตและโรคทางเดินปัสสาวะที่อาจทำให้มีอาการคล้ายปัญหาระบบทางเดินอาหาร และช่วยประเมินภาวะขาดน้ำได้

  • ตรวจหาภาวะโรคแฝงจากการติดเชื้อไวรัสลิวคิเมียและเอดส์แมว*** ควรตรวจเมื่อ
    • ไม่เคยตรวจมาก่อน / ไม่ทราบสถานะ
    • รับเลี้ยงใหม่, มาจากแหล่งรวมแมว / แมวจร / ฟาร์ม / บ้านหลายตัว
    • ออกนอกบ้าน/มีโอกาสกัดกัน/เคยมีแผลกัด
    • มี น้ำหนักลด, เบื่ออาหารชัด, ไข้เป็น ๆ หาย ๆ, ต่อมน้ำเหลืองโต
    • พบภาวะซีดโลหิตจาง / เม็ดเลือดขาวต่ำ / เกล็ดเลือดต่ำ หรือมีรูปแบบการแสดงผลของเม็ดเลือดต่างๆชวนสงสัยโรคเรื้อรัง
  • ตรวจประเมินความสามารถของเลือดในการแข็งตัว (Coagulation profile)***
    • เพื่อวางแผนเก็บชิ้นเนื้อ (biopsy) ที่ลำไส้ และกระเพาะอาหาร

เงื่อนไขการตรวจโปรแกรมตรวจสุขภาพ

  • รวมค่าบริการโรงพยาบาล, ค่าหัตถการ, ค่าเวชภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่ระบุอยู่ในโปรแกรม
  • ไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์, ค่ายา, ค่าเวชภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่นอกเหนือจากรายการที่ระบุในโปรแกรม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกรณีที่แพทย์แนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติม*** หากพบข้อสงสัยหรือความผิดปกติ
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดอื่น ๆ ได้
  • ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
จองนัดหมายออนไลน์