โปรแกรมแมว1
โปรแกรมตรวจระบบทางเดินอาหารระยะเริ่มต้นในแมว (Gastrointestinal Early Care For Cat) สำหรับระดับทดสอบ 3-4 คะแนน

เป้าหมายของโปรแกรม คือ “ช่วยให้เจ้าของมองเห็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาระบบทางเดินอาหารในแมวให้ทันเวลา” ภายใต้บรรยากาศที่นุ่มนวลและคำนึงถึงความเครียดของแมวเป็นสำคัญ ตามมาตรฐาน Cat Friendly Clinic

การเตรียมตัวล่วงหน้าที่ถูกต้องจะช่วยให้

  • ผลตรวจเลือดและผลประเมินระบบทางเดินอาหารมีความแม่นยำ
  • ลดความเครียดของน้องแมว
  • ทำให้การมาพบสัตวแพทย์เป็นประสบการณ์ที่นุ่มนวลที่สุด ตามหลัก Cat Friendly Clinic


การเตรียมตัวก่อนวันนัด (ตามหลัก Cat Friendly Clinic)

1. เตรียมกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์สำหรับแมวโดยเฉพาะ

  • ใช้กระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์ที่มีการระบายอากาศได้ดี และเปิดด้านหน้า/ด้านบนได้
  • ควรบุด้วยผ้าขนนุ่มหรือผ้าห่มที่มีกลิ่นคุ้นเคยจากที่บ้าน เพื่อให้น้องรู้สึกปลอดภัย
  • หากเป็นไปได้ ให้แมวคุ้นเคยกับกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์ตั้งแต่ก่อนวันนัด โดยวางกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์เปิดไว้ในบ้าน ใส่ผ้าห่ม/ขนมไว้ด้านในให้น้องเข้า–ออกเอง

2. ใช้กลิ่นที่คุ้นเคยช่วยลดความเครียด

  • สามารถนำผ้าห่มหรือของใช้ที่มีกลิ่นเจ้าของใส่เข้าไปในกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์ด้วย
  • หากใช้สเปรย์ช่วยผ่อนคลายสำหรับแมวตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ สามารถใช้ล่วงหน้าก่อนเดินทางได้

3. สังเกตและจดบันทึกอาการที่ผิดปกติ

  • ความถี่ของการอาเจียน (เช่น อาเจียนเป็นก้อนขน หรืออาเจียนหลังทานอาหาร)
  • การถ่ายอุจจาระ: นิ่ม เหลว ถ่ายยาก หรือเว้นวันถ่าย
  • พฤติกรรมการกินอาหาร การดื่มน้ำ น้ำหนักเปลี่ยนไปหรือไม่
  • ปัจจัยกระตุ้น เช่น เปลี่ยนอาหาร ขนมใหม่ เครียดจากสิ่งแวดล้อม

ข้อดี : ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ในการประเมิน Gastrointestinal Score และช่วยแยกเคสที่เกิดจากอาหาร/ขนแมว ออกจากเคสที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรัง เช่น ภาวะที่แมวมีอาการอักเสบพร้อมกัน 3 ระบบในทางเดินอาหาร (Triaditis) คือ ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis), ตับและท่อน้ำดีอักเสบ (Inflammatory Liver Disease หรือ Cholangitis), และลำไส้เล็กอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD)

4. เตรียมข้อมูลอาหารและขนมที่น้องได้รับในช่วง 1–2 สัปดาห์

  • ยี่ห้อ/สูตรอาหารเม็ดหรือเปียก
  • ขนม อาหารเสริม หรือของกินเล่นอื่น ๆ

เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงจากอาหาร อ้วน และปัญหาระบบทางเดินอาหารที่สัมพันธ์กับไลฟ์สไตล์ของแมวเลี้ยงในบ้าน

การเตรียมตัวในวันมาตรวจ

1. การให้อาหารก่อนมาตรวจ

  • โดยทั่วไป แมวสามารถทานอาหารมื้อปกติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารมันจัดหรือปริมาณมากผิดปกติในมื้อก่อนมาตรวจ
  • ในบางกรณี หากสัตวแพทย์มีแผนตรวจเลือดเชิงลึกเพิ่มเติม อาจแนะนำให้งดอาหารช่วงสั้น ๆ (เช่น 6–8 ชั่วโมง) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้แจ้งล่วงหน้าเป็นรายกรณี
  • ไม่แนะนำให้งดอาหารเองในลูกแมว แมวเบาหวาน หรือแมวที่น้ำหนักตัวต่ำ โดยไม่ได้ปรึกษาสัตวแพทย์

2. การเตรียมตัวอย่างอุจจาระ

  • หากสะดวก สามารถเก็บตัวอย่างอุจจาระของน้องในเช้าวันตรวจ หรือภายใน 12 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล
  • ใส่ในภาชนะสะอาด ปิดฝามิดชิด เพื่อใช้ตรวจพยาธิและ Giardia

หากเก็บไม่ได้ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเก็บตัวอย่างได้เมื่อแมวขับถ่ายที่โรงพยาบาล

3. วิธีพาน้องแมวมาที่โรงพยาบาลตามแนวทาง Cat Friendly

  • ยืนยันนัดหมายและไปตามเวลานัดหมาย เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าหากไปตรงเวลานัดหมายจะช่วยลดระยะเวลาในการรอตรวจ และทำให้น้องแมวไม่ต้องเผชิญหน้ากับแมวตัวอื่น ๆ
  • ควรเลือกอุปกรณ์เคลื่อนย้าย เช่น ตะกร้า ที่แมวรู้สึกคุ้นเคย จะทำให้ลดความเครียดได้อย่างดี เวลาพาไปนอกเขตแดนตัวเอง ตะกร้าควรแข็งแรง มีรูระบายอากาศ เป็นตะกร้าที่สามารถเปิด-ปิด หรือแกะออกได้ การที่มีที่เปิด-ปิดด้านบน จะช่วยให้สามารถนำแมวออกมาได้ง่าย หากมีแมวมากกว่า 1 ตัวแนะนำให้หาตะกร้าแยก (1ตัว/ตะกร้า) แต่ถ้าหากแมวมีความสนิทสนมกัน ก็สามารถใส่ไว้ด้วยกันได้
  • ภายในตะกร้าควรมีกลิ่นที่คุ้นเคย อาจใช้ผ้าหรือที่นอนที่แมวชอบมาใส่ไว้ หรือหากมีผลิตภัณฑ์ เช่น ฟีโรโมนสังเคราะห์ ให้ฉีดที่ตะกร้าก่อนใช้ ประมาณ 30 นาที
  • ควรจัดหาวัสดุมาปิดคลุมอุปกรณ์เคลื่อนย้าย เพราะแมวมักชอบหลบซ่อนตัวเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย เช่น ผ้าขนหนู
  • ระหว่างเดินทาง ให้นำกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์วางไว้บริเวณช่องว่างใต้เบาะ หรือจะวางบนเบาะ แต่ควรมีอุปกรณ์รัด เพื่อไม่ให้ตะกร้าเคลื่อนไปมาได้ จะทำให้แมวรู้สึกปลอดภัย ควรเปิดเพลงคลาสสิกเบาๆ และขับรถอย่างนุ่มนวล เพื่อให้แมวรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และลดเสียงรบกวนจากสิ่งเร้า
  • การถือตะกร้าหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้าย ควรจับตะกร้าหรืออุปกรณ์เคลื่อนบริเวณด้านบน และบริเวณฐานตะกร้าหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้าย ไม่ควรถือตะกร้าให้กระแทกกับสีข้างลำตัวของผู้ถือ เพราะจะทำให้แมวตกใจได้ง่าย
  • เมื่อมาถึงโรงพยาบาลที่เป็นมิตรกับแมว (Cat friendly clinic) ควรพาแมวไปยังจุดพักคอย สำหรับแมวโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจุดที่เงียบ สงบ และรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อรอตรวจกับสัตวแพทย์
  • โดยปกติน้องแมวจะสามารถรับรู้อารมณ์ของเจ้าของได้ ด้วยการจดจำท่าทาง ลักษณะ สีหน้า และน้ำเสียง ถ้าหากเจ้าของรู้สึกผ่อนคลาย ไม่วิตกกังวล มีความสุข อารมณ์เชิงบวกเหล่านี้ จะส่งถึงให้แมว แต่ถ้าหากเจ้าของกังวล กลัว เครียด อารมณ์เหล่านี้ก็จะส่งถึงแมวเช่นกัน
  • นำขนมที่น้องชอบเพื่อเป็นรางวัลระหว่างการตรวจได้

ขั้นตอนที่ 1: ต้อนรับและซักประวัติอย่างอ่อนโยน

ทุกขั้นตอนออกแบบภายใต้หลัก Cat Friendly Clinic คือ ลดความเครียด ไม่บังคับ และใช้วิธีตรวจที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

  • เจ้าหน้าที่ต้อนรับดำเนินการลงทะเบียน โดยให้เจ้าของวางกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์แมวไว้ในตำแหน่งที่ปลอดภัยและเงียบสงบ
  • สัตวแพทย์หรือผู้ช่วยจะขอข้อมูลอาการที่เจ้าของสังเกตเห็นในกลุ่มนี้ เช่น
    • ระยะเวลาอาการ
      • อาเจียน/ถ่ายผิดปกติ เป็น ๆ หาย ๆ
      • ระยะเวลาโดยรวม ยังไม่เกิน ~3 สัปดาห์
      • ไม่ได้เป็นทุกวันอย่างต่อเนื่อง
    • ความรุนแรงของอาการ
      • อาเจียนเป็นครั้งคราว (เช่น สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง)
      • อุจจาระนิ่มบ้างเป็นบางวัน แต่ไม่เหลวรุนแรง
      • ยัง ร่าเริง กินได้
    • น้ำหนักและสภาพร่างกาย
      • ยังไม่พบว่าน้ำหนักลดชัดเจน
      • ความสมบูรณ์ของร่างกายสัตว์ (Body Condition Score : BCS) ใกล้เคียงเดิม
      • ไม่มีภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (muscle wasting)
    • ไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆทั่วร่างกาย (systemic signs)
      • ไม่ซึม ไม่ขาดน้ำ
      • ไม่มีดีซ่าน
      • ไม่มีโลหิตจางชัด
      • ไม่พบท้องป่อง และภาวะมีของเหลวในช่องท้อง (ascites)
    • สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย
      • พบก้อนขน (Hairball) และการเลียทำความสะอาดตัวเอง (grooming) ที่มากขึ้น
      • เปลี่ยนอาหารเร็ว
      • กินขนม/อาหารเสริมหลายชนิด
      • แมวเลี้ยงในบ้าน (indoor) น้ำหนักเกิน
      • การตอบสนองของแมวต่อสิ่งกระตุ้นหรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ, วิตกกังวล (Stress/environmental change) เช่น การย้ายบ้าน, มีสัตว์เลี้ยงใหม่, เสียงดัง, หรือการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน
  • ข้อมูลนี้จะใช้ประกอบการประเมินอาการระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Score) และพิจารณาว่าน้องอยู่ในกลุ่มแมวที่เริ่มมีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารในระยะต้น จริงหรือมีแนวโน้มเข้าสู่กลุ่มโรคเรื้อรัง
ขั้นตอนนี้เป็นเพียงการสนทนา เจ้าของสามารถเล่าอย่างละเอียด ตามบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง

ขั้นตอนที่ 2: การตรวจร่างกายอย่างนุ่มนวล (Cat Friendly Physical Examination)

สัตวแพทย์จะตรวจน้องสุนัขอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดหาง ทั้ง 13 ระบบ จะเน้นระบบทางเดินอาหาร ได้แก่

  • น้องแมวจะถูกพาเข้าห้องตรวจโดยคงให้อยู่ในกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์จนกว่าสัตวแพทย์จะพร้อมตรวจ เพื่อลดสิ่งเร้ารอบข้าง
  • สัตวแพทย์จะเปิดกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์อย่างช้า ๆ ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล อาจใช้ผ้าคลุมบางส่วนของกระเป๋าเคลื่อนย้ายสัตว์เพื่อลดการมองเห็นสิ่งกระตุ้น
  • ทีมสัตวแพทย์จะตรวจอย่างเป็นลำดับ โดยเน้น “ตรวจเท่าที่จำเป็น ลดความเครียด และได้ข้อมูลแม่นยำที่สุด”
    • ประเมินภาพรวมก่อนจับตัว (Observation)
      • ระดับความร่าเริง (attitude/activity)
      • การหายใจ
      • ท่าทางการยืน/เดิน
      • การเลียทำความสะอาดตัวเอง (grooming)
      • เพราะแมวมักซ่อนอาการ การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาเรื้อรังได้
    • ชั่งน้ำหนัก ประเมินภาวะอ้วนผอม (Body Condition Score :BCS) และประเมินระดับกล้ามเนื้อ (Muscle Condition Score : MCS)
      • เพื่อคัดกรองภาวะน้ำหนักลดหรือกล้ามเนื้อลีบ ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญของโรคทางเดินอาหารเรื้อรังในแมว
    • ประเมินภาวะขาดน้ำและการไหลเวียนเลือดอย่างนุ่มนวล เพราะอาการอาเจียน/ท้องเสียอาจทำให้แมวขาดน้ำได้เร็ว
      • ตรวจความชุ่มชื้นของเยื่อเมือก สีเหงือก
      • ประเมินการไหลเวียนเลือดส่วนปลาย (Capillary Refill Time: CRT)
    • ฟังเสียงหัวใจและปอด
      • เพื่อคัดกรองโรคร่วมและประเมินความพร้อมก่อนทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือด หรือการตรวจภาพวินิจฉัย
    • สัตวแพทย์จะคลำช่องท้องแบบเบามือและอ่อนโยน (Cat Friendly Abdominal Palpation) โดยให้ความสำคัญกับความสบายและความปลอดภัยของแมวเป็นอันดับแรก เพื่อประเมิน
      • ความเจ็บปวด
      • ก๊าซในลำไส้
      • มวลก้อนผิดปกติ
      • การโตของอวัยวะภายใน (เช่น ตับ ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง)
    • ตรวจผิวหนังและสภาพขน
      • เพื่อค้นหาสัญญาณที่มักสัมพันธ์กับปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น ภูมิแพ้อาหาร/ภาวะไวต่ออาหาร (Gastrointestinal hypersensitivity) ที่อาจมีอาการคัน เลียขน หรือผิวหนังอักเสบร่วมด้วย รวมถึงประเมินคุณภาพขนซึ่งสะท้อนภาวะโภชนาการและการดูดซึมได้
    • ตรวจบริเวณรอบทวารหนัก (Perianal Inspection)
      • ตรวจรอบก้นแบบไม่รุกล้ำ เพื่อดูคราบอุจจาระ รอยเลือด/มูก การระคายเคือง หรือสัญญาณของการเบ่งถ่าย ซึ่งช่วยแยกอาการท้องเสียบางชนิดและประเมินความรุนแรงของอาการได้
  • มาตรฐาน Cat Friendly: ลดความเครียดก่อน ตรวจได้แม่นยำกว่า
 โปรแกรมนี้เน้น “ไม่ฝืนจับ ไม่ทำหัตถการที่ไม่จำเป็น” หากแมวเครียดมาก ทีมจะเลือกตรวจเฉพาะส่วนสำคัญก่อน และค่อยวางแผนตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อให้น้องแมวรู้สึกปลอดภัยและได้ผลตรวจที่เชื่อถือได้

หมายเหตุ: การตรวจร่างกายเป็นการคัดกรองเบื้องต้น หากคะแนนอาการหรือผลตรวจบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูง สัตวแพทย์อาจแนะนำการตรวจเลือด/ตรวจอุจจาระ/อัลตราซาวด์ช่องท้องแบบเจาะจงระบบทางเดินอาหาร เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่ตรงจุดมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3: การเก็บตัวอย่างเลือด (ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) และค่าชีวเคมีเลือดพื้นฐาน (Blood Chemistry)

  • เมื่อแมวอยู่ในสภาพที่พร้อมตรวจ สัตวแพทย์จะประเมินท่าจับประคองที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงความเครียดและนิสัยของแต่ละตัว
  • สัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางจะเป็นผู้เก็บเลือด
  • ใช้เข็มและอุปกรณ์ขนาดเหมาะสมสำหรับแมว โดยพยายามใช้เวลาในการเจาะเลือดให้น้อยที่สุด
  • เก็บในปริมาณที่เพียงพอต่อการตรวจค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) และค่าชีวเคมีเลือดพื้นฐานเท่านั้น
    • เพื่อประเมินภาวะซีดโลหิตจาง การอักเสบ และการติดเชื้อ
    • เพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต และโปรตีนรวมในร่างกาย
  • บริเวณที่เจาะเลือดจะได้รับการทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง
  • หลังเก็บเลือดจะมีการกดบริเวณที่เจาะชั่วครู่เพื่อลดโอกาสเกิดรอยช้ำ

โดยทั่วไป น้องแมวอาจรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยขณะเจาะเลือด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และปริมาณเลือดที่เก็บจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐานวิชาชีพ


ขั้นตอนที่ 4: การตรวจอุจจาระ (Fecal & Parasite Screening)

เจ้าหน้าที่จะนำอุจจาระไปตรวจด้วยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาไข่พยาธิภายในลำไส้ และตรวจหาภาวะการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสและโปรโตซัวของแมว การตรวจอุจจาระเป็นการตรวจตัวอย่างเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อน้องแมว

หมายเหตุ : หากไม่ได้เตรียมอุจจาระมา โรงพยาบาลอาจช่วยเก็บตัวอย่างภายในบริเวณโรงพยาบาล เมื่อสัตว์ขับถ่าย

ขั้นตอนที่ 5: การพิจารณาตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) มีเงื่อนไขดังนี้

  • ในแมวอายุมากกว่า 7 ปี หรือกรณีที่สัตวแพทย์เห็นว่าควรประเมินเพิ่มเติม จะมีการตรวจปัสสาวะ
  • วิธีเก็บปัสสาวะจะถูกเลือกให้เหมาะกับแต่ละเคส โดยเน้นลดความเครียดให้แมวมากที่สุด เช่น เก็บจากการขับถ่ายปกติ หรือวิธีอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์
  • ก่อนทำหัตถการใด ๆ ที่อาจมีความรู้สึกไม่สบายเพิ่มขึ้น สัตวแพทย์จะอธิบายให้เจ้าของเข้าใจและขอความยินยอมอย่างชัดเจนก่อนทุกครั้ง

ขั้นตอนที่ 6: การสรุปผลและให้คำแนะนำการดูแลต่อเนื่อง

  • เมื่อได้ผลตรวจครบถ้วน สัตวแพทย์จะอธิบายผลให้เจ้าของทราบอย่างเป็นลำดับ
    • ว่าอาการที่มีอยู่สอดคล้องกับภาวะ Gastrointestinal ระดับเริ่มต้นหรือไม่
    • มีสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรัง เช่น ภาวะที่แมวมีอาการอักเสบพร้อมกัน 3 ระบบในทางเดินอาหาร (Triaditis) คือ ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis), ตับและท่อน้ำดีอักเสบ (Inflammatory Liver Disease หรือ Cholangitis), และลำไส้เล็กอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease : IBD) หรือไม่
  • ให้คำแนะนำเบื้องต้น เช่น
    • การปรับอาหารให้เหมาะสมกับแมวเลี้ยงในบ้านที่มีภาวะอ้วน/เสี่ยง Gastrointestinal
    • การจัดการ hairball และสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม
    • การสังเกตอาการที่ควรกลับมาตรวจซ้ำ หรือขยับไปสู่โปรแกรมตรวจระดับลึกขึ้น
  • ตรวจร่างกายทั่วไป
    • ตรวจอย่างเป็นลำดับ โดยเน้น “ตรวจเท่าที่จำเป็น ลดความเครียด และได้ข้อมูลแม่นยำที่สุด”
  • การตรวจเลือด
    • ​ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
    • ตรวจน้ำตาลในเลือด
  • ตรวจการทำงานของไต
    • Creatinine
    • BUN
    • BUN/CREA ratio 
  • ตรวจการทำงานของตับ
    • ​SGPT (ALT)
    • Alkaline Phosphatase (ALP)
  • ตรวจระดับโปรตีน
    • Total protein (TP)
    • Albumin (ALB)
    • Globulin (GLOB)
    • ALB/GLOB ratio
  • ตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิและภาวะการติดเชื้อจากไวรัสและโปรโตซัวของระบบทางเดินอาหาร

รายการต่อไปนี้จะไม่ได้ระบุในโปรแกรม สัตวแพทย์อาจแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติม หากพบข้อสงสัยหรือความผิดปกติ

  • ตรวจปัสสาวะ***
    • ควรตรวจเมื่อแมวมีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
      • ถ้าอายุมากกว่า 10 ปี แนะนำอย่างยิ่งเพื่อคัดกรองโรคไต/โรคร่วม
    • ควรตรวจเมื่อแมวมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น
      • ดื่มน้ำมากขึ้น/ฉี่บ่อยขึ้นผิดปกติ (PU/PD) หรือทรายแมวเปียกมากขึ้น
      • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือฉี่ทีละน้อยแต่เข้ากระบะถี่
      • ปัสสาวะมีเลือด/ขุ่น/มีกลิ่นแรงผิดปกติ หรือสีเข้มผิดปกติ
      • เบ่งฉี่ ร้องตอนฉี่ หรือเลียอวัยวะเพศบ่อย (สงสัยปวด/ระคายเคือง)
      • ซึม อ่อนแรง/มีสัญญาณขาดน้ำ (เหงือกแห้ง CRT ช้า) โดยเฉพาะถ้ามีอาเจียน/ท้องเสียร่วม
      • น้ำหนักลด กินลดลง หรืออาเจียนเป็น ๆ หาย ๆ (ต้องแยกโรคไต/ยูรีเมียที่ทำให้คล้ายโรคทางเดินอาหาร)
      • ผลเลือดพื้นฐานมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับไต/น้ำตาล/โปรตีน เช่น BUN/Creatinine/Phos ผิดปกติ หรือสงสัยเบาหวาน

หมายเหตุ : การตรวจปัสสาวะช่วยคัดกรองโรคไตและโรคทางเดินปัสสาวะที่อาจทำให้มีอาการคล้ายปัญหาระบบทางเดินอาหาร และช่วยประเมินภาวะขาดน้ำได้

  • ตรวจหาภาวะโรคแฝงจากการติดเชื้อไวรัสลิวคิเมียและเอดส์แมว***
a. ควรตรวจเมื่อ
    • ไม่เคยตรวจมาก่อน / ไม่ทราบสถานะ
    • รับเลี้ยงใหม่, มาจากแหล่งรวมแมว / แมวจร / ฟาร์ม / บ้านหลายตัว
    • ออกนอกบ้าน/มีโอกาสกัดกัน/เคยมีแผลกัด
    • มี น้ำหนักลด, เบื่ออาหารชัด, ไข้เป็น ๆ หาย ๆ, ต่อมน้ำเหลืองโต
    • พบภาวะซีดโลหิตจาง / เม็ดเลือดขาวต่ำ / เกล็ดเลือดต่ำ หรือมีรูปแบบการแสดงผลของเม็ดเลือดต่างๆชวนสงสัยโรคเรื้อรัง

เงื่อนไขการตรวจโปรแกรมตรวจสุขภาพ

  • รวมค่าบริการโรงพยาบาล, ค่าหัตถการ, ค่าเวชภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่ระบุอยู่ในโปรแกรม
  • ไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์, ค่ายา, ค่าเวชภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่นอกเหนือจากรายการที่ระบุในโปรแกรม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกรณีที่แพทย์แนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติม*** หากพบข้อสงสัยหรือความผิดปกติ
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดอื่น ๆ ได้
  • ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
จองนัดหมายออนไลน์