S9740355

แมวไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง ควรทำอย่างไร?

หากแมวไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง เจ้าของควรเริ่มติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เพื่อให้ทีมช่วยประเมินเบื้องต้น โดยเฉพาะถ้าน้องกินลดลงชัดเจน ไม่แตะอาหารเลย หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น ซึม อาเจียน ถ่ายเหลว หายใจผิดปกติ น้ำหนักลด หรือซ่อนตัวมากขึ้น

แมวบางตัวอาจกินลดลงเพราะเปลี่ยนอาหาร เครียด หรือยังไม่คุ้นสิ่งแวดล้อม แต่การไม่กินอาหารก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพหลายระบบ เช่น ช่องปาก ทางเดินอาหาร ไต ตับ ตับอ่อน ระบบหายใจ หรือโรคติดเชื้อ

จุดที่ควรจำ
ไม่ควรรอดูนานเพียงเพราะคิดว่าน้อง “เลือกกิน” เพราะแมวที่ไม่กินต่อเนื่องอาจเริ่มเสียสมดุลพลังงาน และมีความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับในบางตัว โดยเฉพาะแมวที่มีน้ำหนักเกินหรือมีโรคประจำตัว

ทำไมแมวไม่กินอาหารจึงควรถูกประเมินเร็ว?

แมวเป็นสัตว์ที่มีความต้องการสารอาหารเฉพาะ และการกินอาหารสม่ำเสมอมีผลต่อพลังงาน การทำงานของตับ กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวม

เมื่อแมวไม่กินอาหารหรือกินลดลงต่อเนื่อง ร่างกายอาจเริ่มใช้พลังงานสำรอง และในบางตัว โดยเฉพาะแมวน้ำหนักเกิน อาจมีความเสี่ยงต่อ ภาวะไขมันพอกตับในแมว ซึ่งเป็นภาวะที่ไขมันสะสมในตับมากผิดปกติหลังจากร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานในช่วงที่กินอาหารไม่เพียงพอ

ไม่กิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าเป็นไขมันพอกตับทันที
ความเสี่ยงขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาที่ไม่กิน ปริมาณที่กินได้จริง น้ำหนักตัว โรคเดิม และอาการร่วม แต่หากน้องไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง ควรติดต่อทีมเพื่อช่วยประเมิน ไม่ควรรอดูเองหลายวัน

สาเหตุที่ทำให้แมวไม่กินอาหาร

แมวไม่กินอาหารอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพราะเบื่ออาหารหรือเลือกกินทันที

1. ปัญหาช่องปากและฟัน

แมวที่เจ็บช่องปากอาจยังเดินมาที่ชามอาหาร ดมอาหาร หรืออยากกิน แต่กินได้น้อยลง

  • กินช้าลง
  • เคี้ยวข้างเดียว
  • ทำอาหารหล่นจากปาก
  • น้ำลายไหล
  • มีกลิ่นปากที่เปลี่ยนไป
  • ยังไม่พร้อมให้จับบริเวณปากหรือคาง

2. ปัญหาระบบทางเดินอาหาร

อาการไม่กินอาหารอาจเกิดร่วมกับปัญหาทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ท้องผูก หรือปวดท้อง

  • เลียปาก
  • น้ำลายไหล
  • อาเจียน
  • ถ่ายเหลว
  • ท้องผูก
  • นั่งหมอบผิดปกติ
  • ซ่อนตัวมากขึ้น

3. โรคระบบอื่น

แมวไม่กินอาหารอาจเป็นสัญญาณของโรคหลายระบบ เช่น

  • โรคไต
  • โรคตับ
  • โรคตับอ่อน
  • เบาหวาน
  • ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินในแมวโตหรือแมวสูงวัย
  • โรคระบบหายใจ
  • โรคติดเชื้อ
  • ภาวะเจ็บปวด
  • โรคหัวใจบางกรณี
  • เนื้องอกหรือโรคเรื้อรังบางชนิด

อาการเดียวกันอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การตรวจประเมินจึงช่วยให้ทีมเข้าใจภาพรวมสุขภาพของน้องได้แม่นขึ้น

4. ความเครียดหรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน

  • ย้ายบ้าน
  • รับสัตว์ตัวใหม่
  • เปลี่ยนตำแหน่งชามอาหาร
  • เปลี่ยนทรายหรือกระบะทราย
  • มีเสียงดังหรือคนแปลกหน้า
  • เดินทาง
  • อยู่โรงแรมหรือแอดมิท
  • เปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม ความเครียดควรเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ ไม่ควรใช้เป็นคำตอบเดียวหากน้องไม่กินต่อเนื่องหรือมีอาการอื่นร่วม

5. อาหาร กลิ่น หรือภาชนะไม่ถูกกับน้อง

  • อาหารกลิ่นเปลี่ยน
  • อาหารหมดความสด
  • เปลี่ยนสูตรหรือยี่ห้อ
  • ชามลึกจนหนวดสัมผัสขอบมาก
  • ชามอยู่ใกล้กระบะทราย
  • ชามอยู่ในจุดที่มีเสียงรบกวน
  • มีสัตว์ตัวอื่นรบกวนตอนกิน

การปรับสิ่งแวดล้อมอาจช่วยได้ในบางกรณี แต่ถ้าน้องไม่กินจริงจังหรือมีอาการร่วม ควรให้ทีมช่วยประเมินสุขภาพก่อน

แมวกินน้อยลงแค่ไหนถือว่าน่าห่วง?

เจ้าของควรสังเกตจาก “ปริมาณที่น้องกินจริง” เทียบกับปกติของน้องเอง

สิ่งที่พบ แนวทางที่เหมาะสม
กินลดลงเล็กน้อย 1 มื้อ แต่ยังเล่น กินน้ำ และไม่มีอาการอื่น สังเกตต่อ จดปริมาณอาหารและอาการร่วม
กินน้อยลงต่อเนื่องทั้งวัน ทัก Line OA หรือโทรให้ทีมช่วยประเมิน
ไม่แตะอาหารเลยใกล้หรือเกิน 24 ชั่วโมง ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์
ไม่กินร่วมกับอาเจียน ถ่ายเหลว หรือซึม ควรให้ทีมช่วยประเมินเร็ว
ไม่กินร่วมกับหายใจผิดปกติ เหงือกซีด หรือทรุดลง ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์ทันที
ลูกแมวไม่กินอาหารหรือนม ควรประเมินเร็วกว่าแมวโต
แมวน้ำหนักเกินหรือมีโรคประจำตัวไม่กิน ควรติดต่อทีมเร็ว เพราะเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น

เมื่อไรควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์ทันที?

  • ไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง
  • ไม่กินร่วมกับซึม อ่อนแรง หรือซ่อนตัวมากขึ้น
  • อาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
  • หายใจผิดปกติ อ้าปากหายใจ หรือหายใจเร็วขณะพัก
  • เหงือกซีด เหลือง หรือม่วงคล้ำ
  • น้ำลายไหลมาก หรือสงสัยเจ็บปาก
  • น้ำหนักลด
  • ดื่มน้ำหรือปัสสาวะเปลี่ยนไป
  • สงสัยกินสารพิษ ยาคน หรือสิ่งแปลกปลอม
  • เป็นลูกแมว แมวสูงวัย แมวน้ำหนักเกิน หรือมีโรคประจำตัว

อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าน้องเป็นโรครุนแรงเสมอไป แต่เป็นข้อมูลที่ควรให้ทีมช่วยประเมินเพื่อวางแผนดูแลที่เหมาะสม

ทัก LINE OA สอบถาม / ทำนัดหมาย โทรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์

ลูกแมวไม่กินอาหาร ควรระวังอะไร?

ลูกแมวมีพลังงานสำรองน้อยกว่าแมวโต และเสียสมดุลน้ำหรือพลังงานได้เร็วกว่า

หากลูกแมวไม่กินนม ไม่กินอาหาร หรือกินลดลง ควรดูอาการร่วม เช่น
  • ซึม
  • ตัวเย็น
  • อาเจียน
  • ถ่ายเหลว
  • ร้องผิดปกติ
  • น้ำหนักไม่ขึ้นหรือลดลง
  • ไม่ตอบสนองเหมือนเดิม
  • หายใจผิดปกติ

หากพบอาการเหล่านี้ ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เพื่อให้ทีมช่วยประเมิน ไม่ควรรอดูเองนาน

แมวไม่กินอาหาร แต่ยังเล่นได้ ต้องทำอย่างไร?

หากน้องไม่กินอาหาร 1 มื้อ แต่ยังเล่น ดื่มน้ำได้ และไม่มีอาการผิดปกติอื่น เจ้าของอาจเริ่มจากการสังเกตและตรวจสิ่งแวดล้อมรอบชามอาหาร

  • อาหารหมดอายุหรือกลิ่นเปลี่ยนไหม
  • เพิ่งเปลี่ยนอาหารหรือขนมไหม
  • ชามอยู่ใกล้กระบะทรายหรือจุดที่เสียงดังไหม
  • มีสัตว์ตัวอื่นมารบกวนตอนกินไหม
  • น้องกินขนมหรืออาหารอื่นมาก่อนหน้าหรือเปล่า
  • มีอาการเลียปาก น้ำลายไหล หรือเดินไปดมแล้วไม่กินไหม

ถ้าน้องกินลดลงต่อเนื่องทั้งวัน หรือเริ่มมีอาการอื่นร่วม ควรติดต่อทีมเพื่อประเมินสาเหตุ

สิ่งที่เจ้าของทำได้ระหว่างรอคำแนะนำ

ดูแลเบื้องต้นอย่างไรได้บ้าง?
  • ให้น้องพักในพื้นที่สงบ
  • วางอาหารและน้ำในจุดที่น้องเข้าถึงง่าย
  • ใช้อาหารที่น้องคุ้นเคย ไม่เปลี่ยนอาหารใหม่ทันที
  • อุ่นอาหารเปียกเล็กน้อยให้มีกลิ่นชัดขึ้น โดยต้องไม่ร้อนเกินไป
  • ใช้ภาชนะตื้นและสะอาด
  • แยกพื้นที่กินหากมีสัตว์หลายตัวในบ้าน
  • จดว่าน้องกินได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของปกติ
  • ถ่ายรูปอาหารที่เหลือ หรือบันทึกปริมาณอาหาร
  • ไม่บังคับป้อนอาหารเอง หากน้องต่อต้านหรือดูคลื่นไส้
  • ไม่ให้ยากระตุ้นอาหาร ยาแก้อาเจียน หรือยาคนเองโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์

ไม่ควรทำอะไรเมื่อแมวไม่กินอาหาร

  • รอดูหลายวันโดยไม่ติดต่อทีม
  • เปลี่ยนอาหารหลายชนิดในวันเดียว
  • ป้อนนมวัวหรืออาหารคนเพื่อหวังให้น้องกิน
  • ให้ยาเองโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์
  • บังคับป้อนหากน้องต่อต้านมากหรือมีอาการคลื่นไส้
  • ลดอาหารแบบฉับพลันเพื่อให้น้องลดน้ำหนัก
  • คิดว่าน้องแค่เลือกกินเสมอไป
  • ใช้ขนมแทนอาหารหลักต่อเนื่องหลายวัน

โดยเฉพาะแมวที่มีน้ำหนักเกิน ไม่ควรใช้วิธีลดอาหารหรืออดอาหารเอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้

การตรวจที่สัตวแพทย์อาจพิจารณา

การตรวจขึ้นกับอายุ ประวัติ อาการร่วม และสุขภาพเดิมของน้อง

  • ตรวจร่างกาย
  • ตรวจช่องปากและฟัน
  • ประเมินน้ำหนักและรูปร่าง
  • ตรวจภาวะขาดน้ำ
  • ตรวจเลือดเพื่อประเมินสุขภาพโดยรวม
  • ตรวจเลือดประเมินตับ ไต น้ำตาล โปรตีน แร่ธาตุ และระบบเผาผลาญ
  • ตรวจปัสสาวะ
  • ตรวจอุจจาระตามความเหมาะสม
  • เอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ตามข้อบ่งชี้
  • ตรวจโรคติดเชื้อหรือโรคเฉพาะตามความเสี่ยง
  • วางแผนโภชนาการหรือการให้อาหารตามภาวะของน้อง

การตรวจไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกันทุกเคส แต่ช่วยแยกว่าน้องไม่กินเพราะช่องปาก ทางเดินอาหาร โรคระบบอื่น ความเครียด หรือปัจจัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนทัก Line OA

หากน้องไม่กินอาหารหรือกินลดลง สามารถเตรียมข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้ทีมช่วยประเมินเบื้องต้นได้

ข้อมูลที่ควรแจ้งทีม
  • อายุของน้อง
  • น้ำหนักโดยประมาณ
  • ทำหมันแล้วหรือยัง
  • ปกติกินอาหารอะไร
  • ปริมาณที่กินต่อวันโดยประมาณ
  • ครั้งล่าสุดที่กินอาหารได้คือเมื่อไร
  • ตอนนี้กินได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของปกติ
  • ยังดื่มน้ำได้ไหม
  • มีอาเจียน ถ่ายเหลว หรือท้องผูกไหม
  • มีน้ำลายไหล กลิ่นปากเปลี่ยน หรือเคี้ยวลำบากไหม
  • ซึม ซ่อนตัว หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไหม
  • มีโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่ไหม
  • เพิ่งเปลี่ยนอาหาร ขนม ทราย หรือสิ่งแวดล้อมไหม
  • สงสัยกินสิ่งแปลกปลอม สารพิษ หรือยาคนไหม
  • มีรูปอาหารที่เหลือ คลิปพฤติกรรม หรือผลตรวจเดิมไหม

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมประเมินได้ว่าน้องควรสังเกตต่อ นัดตรวจ หรือเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) : 

Q: แมวไม่กินอาหาร 24 ชั่วโมง อันตรายไหม?
A: ไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมงเป็นสัญญาณที่ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เพื่อประเมิน โดยเฉพาะหากไม่แตะอาหารเลย หรือมีอาการร่วม เช่น ซึม อาเจียน ถ่ายเหลว หายใจผิดปกติ หรือมีโรคประจำตัว
A: ไม่เสมอไป การไม่กินอาหาร 24 ชั่วโมงไม่ได้แปลว่าเป็นไขมันพอกตับทันที แต่หากไม่กินต่อเนื่องนานขึ้น โดยเฉพาะแมวน้ำหนักเกินหรือมีโรคเดิม อาจเพิ่มความเสี่ยง จึงควรให้ทีมช่วยประเมินเร็ว
A: หากไม่กินเพียง 1 มื้อ แต่ยังเล่น ดื่มน้ำได้ และไม่มีอาการอื่น อาจสังเกตต่อได้ แต่ถ้ากินลดลงต่อเนื่องทั้งวันหรือใกล้ 24 ชั่วโมง ควรติดต่อทีมสัตวแพทย์
A: ลูกแมวมีพลังงานสำรองน้อยกว่าแมวโต หากไม่กินนม/อาหาร หรือมีอาการซึม ตัวเย็น อาเจียน ถ่ายเหลว น้ำหนักลด หรือไม่ตอบสนอง ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เพื่อให้ทีมช่วยประเมิน
A: เป็นไปได้ เช่น ย้ายบ้าน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม มีสัตว์ตัวใหม่ หรือเสียงดัง แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นความเครียดเสมอไป หากไม่กินต่อเนื่องหรือมีอาการร่วม ควรประเมินสุขภาพร่วมด้วย
A: ไม่ควรเปลี่ยนอาหารหลายชนิดในวันเดียว เพราะอาจทำให้ระบบย่อยอาหารปรับตัวลำบากขึ้น อาจเริ่มจากอาหารที่น้องคุ้นเคย อุ่นอาหารเปียกเล็กน้อย และติดต่อทีมหากยังไม่กิน
A: ไม่ควรบังคับป้อนเองหากน้องต่อต้าน คลื่นไส้ หรือไม่สบาย เพราะอาจทำให้น้องกลัวอาหารหรือเสี่ยงสำลัก ควรให้ทีมสัตวแพทย์ช่วยประเมินวิธีให้อาหารที่เหมาะสม
A: ไม่ควรให้ยากระตุ้นอาหารหรือยาใด ๆ เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์ เพราะต้องประเมินสาเหตุที่น้องไม่กินก่อน และยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับแมวบางตัว
A: แมวที่มีน้ำหนักเกินมีความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับมากขึ้นหากไม่กินต่อเนื่อง จึงควรติดต่อทีมเร็ว ไม่ควรใช้การอดอาหารหรือลดอาหารแบบฉับพลันเพื่อควบคุมน้ำหนัก
A: ควรเตรียมข้อมูลอายุ น้ำหนัก อาหารที่กิน ปริมาณที่กินได้จริง เวลามื้อสุดท้าย อาการร่วม โรคประจำตัว ยาที่ใช้ การเปลี่ยนอาหารหรือสิ่งแวดล้อม และคลิปหรือรูปพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง

สรุป: แมวไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง ควรให้ทีมช่วยประเมิน

แมวไม่กินอาหารหรือกินลดลงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัจจัยด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม ความเครียด ช่องปาก ทางเดินอาหาร ไปจนถึงโรคระบบอื่น

หากน้องไม่กินอาหารเกิน 24 ชั่วโมง ไม่แตะอาหารเลย หรือมีอาการร่วม เช่น ซึม อาเจียน ถ่ายเหลว หายใจผิดปกติ น้ำลายไหล น้ำหนักลด หรือมีโรคประจำตัว ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เพื่อให้ทีมช่วยประเมิน ไม่ควรรอดูเองหลายวัน

สามารถเตรียมข้อมูลอาหารที่กิน ปริมาณที่กินได้จริง เวลามื้อสุดท้าย และอาการร่วม เพื่อให้ทีมช่วยแนะนำแนวทางเบื้องต้นได้

น้องกินอาหารลดลง หรือไม่แตะอาหารมานานใกล้ 24 ชั่วโมง?

ลองจดปริมาณอาหารที่น้องกินได้จริง เวลามื้อสุดท้าย อาการร่วม และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม เพื่อให้ทีมช่วยประเมินภาพรวมได้ชัดขึ้น

หากไม่กินร่วมกับซึม อาเจียน ถ่ายเหลว หายใจผิดปกติ น้ำลายไหล หรือมีโรคประจำตัว ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เพื่อให้ทีมช่วยประเมินเร็วขึ้น

โรงพยาบาลสัตว์เศรษฐกิจสัตวแพทย์ | Setthakit Animal Hospital

โรงพยาบาลสัตว์บางแค และโรงพยาบาลแมวบางแค / Cat Friendly Clinic

ดูแลสุขภาพสุนัขและแมวในย่านบางแคและฝั่งธนบุรี ด้วยแนวทางที่เข้าใจสุขภาพของสัตว์เลี้ยงและชีวิตจริงของเจ้าของ